Saturday, August 1, 2009

ฉันทนาที่รัก

คนตายเดินดิน ตอนฉันทนาที่รัก

ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม

บางครั้งเรื่องราวของคนตาย บอกเล่าอะไรมากมาย มากกว่าเรื่องราวของคนเป็น บางครั้งการตายของคน คนหนึ่งให้แง่คิด และสอนเรามากมาย เรื่องราวพวกนี้ผมตั้งชื่อว่า คนตายเดินดิน เนื่องจากบางครั้งเราเห็นคนไข้บางคน ที่เดินมาหาเรา เราเกิดมีลางสังหรณ์ว่าคนไข้คนนั้น ต้องตาย แม้เราจะพยายามช่วยเหลือคนไข้อย่างไรคนไข้ก็มิอาจรอดตายได้ ผมเองแม้เป็นเพียงเภสัชกรธรรมดาคนหนึ่งที่จะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม จนบางครั้ง เราก็รู้สึกว่า เราทำเกินหน้าที่หรือไม่ แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อคนไข้จะต้องตายลงไป ผมเองก็ไม่สำนึกเสียใจ เพราะผมรู้ตัวดีว่า ผมนั้นสู้เพื่อพวกเขาเต็มที่แล้วนั่นเอง ดังเรื่องของสาวโรงงานคนหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ทุกท่านฟัง ในปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมาผมได้ จ่ายยาให้คนไข้ในรายหนึ่ง เธอชื่ออังสนา เธอมีอายุเพียง 28 ปี ผู้หญิงชาวอีสานธรรมดาๆ ผิวคล้ำ รูปร่างสันทัด แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ การวินิจฉัยโรคของแพทย์ซึ่งก็คือ ESRD ซึ่งคำคำนี้ ในชาวชนบทมันเหมือนถูกพิพากษาว่าให้ต้องตาย ESRD สามารถแปลเป็นไทยได้ว่า ไตวายระยะสุดท้าย โรคโรคนี้ หากเกิดขึ้นกับคนรวย หรือข้าราชการก็คงมีโอกาสรอด แต่หากเกิดขึ้นกับคนจน หรือคนไทยที่ใช้บัตรทองโอกาสรอดตายเกือบเป็นศูนย์ เนื่องจากในตอนนั้นคนไข้บัตรทองแทบจะไม่มีทางใช้สิทธิฟอกไตคนไข้เลย แต่อย่างไรก็ตาม นส.อังสนา อาจมีความหวังเพราะเธอ ไม่ใช่บัตรทอง แต่เป็นบัตรประกันสังคม ผมแอบคิดว่าเธอน่าจะมีหวังบ้างเล็กๆ ก็ยังดี

ในช่วงเช้านั้นเองผมได้หาโอกาสผละจากงานจ่ายยามา ใช้คอมพิวเตอร์ของฝ่ายเพื่อสืบค้นดูว่า คนไข้ถือบัตรประกันสังคม พอจะมีสิทธิฟอกไตได้ไหม ผมเข้า Google เพื่อสืบค้นดูทันที เย้ .....บัตรประกันสังคมใช้ได้ ผมร้องออกมาอย่างดีใจ เธอรอดแล้วพร้อมเล่าเรื่องนี้ให้แทบทุกคนในโรงพยาบาลฟังเหมือนเป็นคนบ้า คนส่วนมากไม่สนใจ มีบ้างบางคนที่สนใจฟัง เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าบัตรประกันสังคมใช้สิทธิฟอกไตได้ หลายคนบอกเครื่องฟอกไตโรงพยาบาลขอนแก่นคิวยาว คนไข้ไม่รอดหรอก อย่าพยายามเลย แต่ผมไม่ฟังใครทั้งสิ้น ผมตัดสินใจผมจะช่วยชีวิตอังสนาให้ได้ ในบ่ายวันนั้นผมได้เข้าไปเยี่ยมอังสนาที่ตึกผู้ป่วยและได้บอกเธอกับแม่ว่าจะช่วยเต็มที่ทำให้เธอรอดตายให้ได้ ผมเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของอังสนาเล็กน้อย เสียงเธอแหบแห้งแต่แววตายังไร้ชีวิตชีวาเช่นเดิม เธอบอกว่า ขอบคุณหมอ ในวันนั้นจิตใตผมพองโต และมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยคนไข้ให้รอดตายให้ได้ ผมกลับไปศึกษาระเบียบการของทางประกันสังคม ว่าจะทำอย่างไรจึงจะพอช่วยคนไข้ได้สำเร็จ และได้ไปปรึกษากับพ่อแม่ผู้ป่วยเพื่อวางแผนจะช่วยชีวิตอังสนาต่อไป


อังสนา เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว มีน้องสาวอีก 2 คน การเรียนจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำงานที่โรงงานขอนแก่นแหอวน ป่วยด้วยภาวะไตวายมานานกว่า 1 ปีแล้ว เดือนหนึ่งทำงานได้แค่ 10 กว่าวันเพราะไตวายระยะสุดท้ายไปทำงานไม่ไหวเหนื่อยไม่มีแรง แต่ก็ฝืนไปทำงานเพราะกลัวจะถูกไล่ออกจากงานแม้บางเดือนจะไม่ได้ค่าแรงแม้แต่บาทเดียวเลยก็ตามที จากการพูดคุยกับครอบครัวผู้ป่วยก็พบว่าทางโรงพยาบาลไม่อาจฟอกไตให้ได้เนื่องจากเหตุผลข้อสำคัญก็คือ ต้องผ่าตัดเน้นเลือดก่อน ซึ่งค่าผ่าตัด 5000 บาท สิทธิประกันสังคมไม่อาจใช้ได้ ต้องจ่ายเงินเอง ผมจึงได้ไปพูดคุยกับ คุณหมออภิสิทธิ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่าจะช่วยเหลืออย่างไรท่านจึงบอกว่า ให้โรงพยาบาลศรีนครินทร์เรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาลอุบลรัตน์ แล้วโรงพยาบาลจะจ่ายเงินให้เอง แต่ความเป็นจริงในระบบราชการไม่ง่ายดายขนาดนั้น การเงินโรงพยาบาลศรีนครินทร์ไม่ยอม ขอเก็บเงินอย่างเดียวผมจึงให้คนไข้ไปยืมเงินจากญาติพี่น้องในหมู่บ้าน โดยผมจะรับผิดชอบเงินยืมทั้งหมดไว้เอง หากครอบครัวนี้ไม่มีเงินจ่ายคืน ทำให้อังสนาสามารถยืมเงินจากเพื่อนบ้านได้ จำนวนหนึ่งซึ่งเพียงพอจะผ่าตัดเส้นเลือดเพื่อฟอกไตได้แล้ว ผมต้องก้าวต่อไปเพื่อยื่นเอกสารให้สำนักงานประกันสังคมเพื่อขอสิทธิการฟอกไต อังสนาต่อไป

อังสนากับแม่จึงได้ย้อนถามผมว่า ทำไมจึงได้ดีกับเธอนัก ผมอึ้งและคิดอยู่นานแล้วตอบไปว่า เนื่องจากเพราะผมพอใจจะทำก็แค่นั้น เพราะถ้าไม่มีใครทำอะไรแล้ว ประเทศชาติจะเป็นเช่นไร แม่ของอังสนาก็พูดว่า ถ้าข้าราชการทุกคนดีอย่างคุณหมอก็ดีน่ะสิ ผมก็ตอบไปว่าข้าราชการดีๆ ยังมีอีกมากเพียงแต่พวกเธอไม่รู้ ก็เท่านั้นเอง ผมได้พยายามบอกและจดรายละเอียดในการนำหลักฐานมายื่นสิทธิการฟอกไต โดยอังสนาต้องไปเอาหลักฐานจากโรงพยาบาลขอนแก่นซึ่งก็คือ ประวัติการรักษา และความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต มาขอสิทธิฟอกไตของประกันสังคมแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้มา ผมโมโหมาก คิดคับแค้นใจว่า ทำไมโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นไม่ยอมช่วยเหลือคนไข้ จึงได้ลาป่วยเข้าจังหวัดขอนแก่นเพื่อไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด เพื่อสอบถามสาเหตุในที่สุดผมก็ได้เข้าใจว่า ทำไม จริงแล้วแพทย์นั้นออกหนังสือรับรองการฟอกไตในอังสนานานแล้วเพียงแต่ขาดหลักฐานบางอย่างมาเกือบปี แล้วก็คือประวัติการรักษาประกันสังคมก็เลยไม่อาจยื่นเรื่องการฟอกไตให้คนไข้ได้ ผมรู้สึกละอายใจพอสมควรที่ไปเข้าใจว่า โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นไม่ยอมช่วยเหลือคนไข้ มีคนพยายามช่วยเพียงแต่ว่าหลักฐานด้านประวัติการรักษาไม่ครบ อังสนาจึงพลาดโอกาสฟอกไตไปนานเกือบปี

No comments:

Post a Comment