Saturday, August 1, 2009

ฉันทนาที่รัก 2 จบ

ผมจึงไปพูดคุยกับอังสนาอยู่หลายครั้ง เธอก็ได้แต่บอกว่าหมอไม่เซ็นต์ให้ ซึ่งความจริงมันผิด แพทย์เซ็นต์รับรองให้นานแล้ว ผมจึงได้ไปคุยกับเพื่อนของอังสนาแทนซึ่งเป็นคนงานในโรงพยาบาลให้เข้าใจว่า อังสนาขาดหลักฐานอะไรเนื่องจากดูเหมือนว่าผมจะคุยกับเธอไม่รู้เรื่อง ในตอนนั้นผมจึงได้เข้าใจว่า นี่หรือคือระบบราชการหากเอกสารไม่ครบ ขั้นตอนไม่ถูกต้อง รับรองไม่มีทางได้ฟอกไตแน่นอน และการที่ให้ชาวบ้านในชนบทไปยื่นเอกสารต่างๆ ที่ยุ่งยากและซับซ้อน มันเกินกำลังชาวบ้านเกินไป ระบบราชการมันซับซ้อน มันแข็งกระด้างเกินไป เกินกว่าที่สาวฉันทนาบ้านๆคนหนึ่งจะเข้าใจมันได้ ในที่สุดกว่า 3 เดือนที่ผมยื่นเรื่องขอสิทธิการฟอกไต สำนักงานประกันสังคมก็รับเรื่องเสียที และบอกผมว่ารออีกอย่างน้อย 3 เดือนจึงจะรู้ผล ซึ่งมันานเหลือเกินสำหรับผุ้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ผมจึงแนะนำให้ผู้ป่วยไปฟอกไตที่โรงพยาบาลขอนแก่น โดยยอมจ่ายเงิน หากไม่มีเงินให้มาหาผมผมจะตามไปจ่ายเงินให้ ถึงตอนนั้นผมจะมีเงินเดือน แต่ก็รู้ๆกันอยู่ ว่าข้าราชการส่วนใหญ่มีรายได้แบบชักหน้าไม่ถึงหลังก็ตามที ผมมีบัตรเครดิตผมพอจ่ายด้วยบัตรได้ ผมคิดว่าเอาน่าช่วยชีวิตคน นายศุภรักษ์นายสู้หน่อยสิ

ในที่สุดอังสนาก็ได้ฟอกไต 2 ครั้ง พออาการดีขึ้นเงินหมด ก็กลับมานอนพักรักษาตัวที่บ้านผมรู้เข้าโวยวายยกใหญ่ว่า น่าจะฟอกไตต่อ ค่าใช้จ่ายผมรับผิดชอบเอง อังสนาบอกว่าไม่เอาดีกว่า ไม่อยากรบกวนคุณหมอ เห็นคุณหมอขี่รถมอเตอร์ไซด์เก่าๆ รถเก๋งโทรมๆ คุณหมอคงเดือนร้อนหากต้องออกเงินให้หนูอีก หนูจะรอวันที่ประกันสังคมเรียกหนูไปฟอกไตฟรี หนูรอมาแล้วเกือบปี รออีกสามสี่เดือนจะเป็นไรไป ผมกังวลใจไม่หาย กลัวว่าอังสนาจะรอไม่ไหว ในช่วงนั้นอังสนาได้ เข้าๆออกๆ โรงพยาบาลอุบลรัตน์บ่อยๆ ผมก็มักจะให้เงินแม่เธอนิดๆ หน่อยๆ เสมอพอช่วยเป็นค่ารถให้เธอบ้าง ตามกำลังทรัพย์ที่ผมมีอยู่มันเป็นเงินไม่มาก แต่มากด้วยน้ำใจทุกครั้งที่ให้เงินพวกเธอ ผมเห็นรอยน้ำตาและการยกมือไหว้ ผมรู้สึกอยากจะช่วยพวกเธอให้มากกว่านี้ ผมเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย เป็นแค่เภสัชกรธรรมดาคนหนึ่ง ผมคิดหากผมมีอำนาจมากกว่านี้ ร่ำรวยกว่านี้ผมคงช่วยเธอได้มากกว่านี้ ผมคิดในใจอยู่นาน ความกังวัลในใจผมมีอยู่มากมาย บางคืนผมต้องนอนฝันร้ายฝันว่าอังสนาตาย ผมจึงได้ไปเยี่ยมถามข่าวที่บ้านอังสนา และโทรถามเป็นบางครั้งว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างแทบทุกวัน บ้านของอังสนานั้นเป็นบ้านสองชั้นทำด้วยไม้ขนาดไม่เล็กอยู่ภายในหมู่บ้านโคกสว่าง ในบ้านมีทีวีสีขนาด 21 นิ้วและเครื่องเล่นวีซีดี ในบ้านเธออยู่กับพ่อ แม่ น้องสาวและหลานเล็กๆ อีกสองคน ดูจากบ้านอังสนาไม่ถือว่ายากจนนัก แต่ก็ไม่ร่ำรวยพอจะฟอกไตด้วยเงินของเธอเองแน่ แม่ของเธอบอกกับผมว่าอังสนาเป็นเด็กขี้โรค ต้องป่วยเข้าโรงพยาบาลอยู่เสมอๆ แต่ก็เป็นคนขยันและสู้งานมาก แม้เรียนมาน้อยแต่ก็ขยันทำงาน มาช่วง 2 ปีหลังจึงได้ป่วยและเป็นโรคไตวาย ตอนนั้นผมคิด ตอนนั้น ตอนที่เธอเริ่มไตวาย ผมไปอยู่ที่ไหนทำไมไม่เห็นความทุกข์ยากของเธอเลย ผมน่าจะมาเร็วกว่านี้

ในตอนนั้นผมคิดว่าผมคงไม่รออยู่เฉยๆแน่ ผมพยายามติดต่อหาทางช่วยเหลืออังสนา ไม่ว่าจะเป็น ติดต่อทางช่อง 3 ทางบริษัททีวีบูรพา แต่ดูเหมือนช่องทางเหล่านั้น มันช่างลางเลือนเหลือเกิน แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ พยายามต่อไป และวันนั้นข่าวร้ายก็ได้มาถึงผม อังสนาอาการทรุดหนัก ต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลขอนแก่น จากการสอบถามพยาบาลพบว่าเส้นเลือดที่ผ่าตัดที่คอสำหรับฟอกไตหลุดออก ทำให้คนไข้เสียเลือดเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นอีก 3 วัน รถจากโรงพยาบาลขอนแก่น ก็ส่งตัวผู้ป่วยกับบ้าน โดยไม่ได้พาแม่อังสนามาด้วย แต่พาเฉพาะผู้ป่วยมาส่งถึงบ้าน พอถึงบ้านได้ไม่นานอังสนาเธอก็สิ้นใจตาย เธอรอไม่ไหว ภาวะไตวายระยะสุดท้ายมันทรมานเหลือเกิน พอรู้เรื่องหัวใจผมมันหมดแรง ตายอีกแล้วผู้ป่วยไตวายตายอีกคนแล้ว นี่นายศุภรักษ์นายช่างไม่ได้เรื่องจริงๆเลย นายแย่มาก นายห่วยมาก แต่อย่างไรก็ตามผมพอจะตั้งสติได้ แม้ผู้ป่วยตายแล้ว หน้าที่ของผมก็ยังไม่จบ ผมต้องไปงานศพอังสนา ไปร่ำลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย ศพของอัสนาถูกนำไปวัดและไม่รอสวดศพนาน ตั้งศพคืนเดียวก็เผาเลย ในงานศพของเธอมีคนในหมู่บ้านมาร่วมงานเกืบร้อยคน ทุกคนเห็นว่าเธอไปสบายแล้ว ในงานดูจะมีผมคนเดียวที่ทำใจลำบากที่อังสนาต้องตาย เพราะเธอตายเพราะอุบัติเหตุ จุกปิดเส้นเลือดสำหรับฟอกไตมันหลุดก็เลยเสียเลือดมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่เธอเสียชีวิต ผมน่าจะเจอเธอเร็วกว่านี้ ดูแลใกล้ชิดกว่านี้ ผมน่าจะให้เธอนอนโรงพยาบาล ผมน่าจะ......มากมาย ในงานศพของเธอชาวบ้าน ออกมาต้อนรับผมอย่างยิ่งใหญ่ ออกมาต้อนรับผมในฐานะตัวแทนของโรงพยาบาล จริงๆ แล้วไม่มีใครสั่งให้ผมมางานศพหรอก ผมโดดงานโรงพยาบาลมางานศพของเธอก็เท่านั้นเอง ป่านนี้เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายคงบ่นว่าหัวหน้าฝ่ายเภสัชหายหัวไปไหนอีกแล้ว วันนั้นผมเศร้าใจมากเกินกว่าจะพูดจากับใคร ผมกลับไปบ้านอังสนาอีกครั้งและยื่นเรื่องขอเงินกรณีเสียชีวิต จากสำนักงานประกันสังคมซึ่งผมยื่นเรื่องแบบนี้จนชำนาญแล้ว ซึ่งเงินที่ได้มากพอจะจ่ายหนี้ต่างๆ ทั้งหมดของครอบครัวเธอได้

หลังจากจ่ายค่าจัดงานศพ และมีเงินเหลืออีกไม่กี่พันบาท ซึ่งพ่อของอังสนา ยื่นเงินให้ผม ผมบอกไม่เอาครับ ให้เอาเงินไปทำบุญให้อังสนาจะดีกว่า ผมยังรู้สึกโทษตัวเองไม่หาย แต่ผู้เฒ่าในหมู่บ้านได้เตือนสติผมว่า “อีอังมันไปสบายแล้ว. ในการตายของอังสนา นั้นมีข้อสงสัยซ่อนอยู่ก็คือ ว่าจุกปิดเส้นเลือดนั้นมันหลุดออกได้อย่างไร พยาบาล และชาวบ้านบางคนบอกว่า อังสนาดึงออกเอง เพราะทนความเจ็บป่วยที่ทรมานมานานไม่ไหว แต่ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หากเธอดึงออกจริง ผมก็เป็นหมอที่แย่มาก ที่ไม่ไปเยียวยาความรู้สึกทุกข์ทรมานของคนไข้จนเธอต้องฆ่าตัวตาย แต่อย่างไรก็ตามอังสนาได้คลานมาหาแม่ให้ช่วยพาไปโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นเอง เป็นเครื่องยืนยันว่าเธอยังไม่อยากตาย แต่สุดท้ายเธอก็ไม่รอดอยู่ดี แต่อย่างไรก็ตามชีวิตผมต้องดำเนินต่อไป ใช่แล้วก้าวต่อไป ผมนายศุภรักษ์ จะต้องเข้มแข็งและสู้ต่อไปเพื่อช่วยคนไข้ให้มากที่สุด ผมขอสาบาน ไปดีเถอะน่ะอังสนา

No comments:

Post a Comment